วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การใช้คลื่นความถี่เพื่อการพัฒนาประเทศ

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคม และส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ซึ่งเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่ใช้ความถี่วิทยุเป็นหลัก เนื่องจากการแข่งขันของผู้ให้บริการเกิดบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย การเกิดการหลอมรวมของเทคโนโลยี (Technology Convergence) ทั้งด้านคอมพิวเตอร์ ด้านสื่อสารโทรคมนาคม และด้านสารสนเทศสื่อต่างๆ ผู้บริโภคมีความสะดวกสบาย มีความคล่องตัวในการใช้งาน และได้รับบริการทุกที่และทุกเวลา  จึงทำให้การบริหารทรัพยากรคลื่นความถี่มีความสำคัญในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ดังนี้

(1) ในด้านเศรษฐกิจ              รัฐบาลมีนโยบายตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมอีกมาก ทั้งเพื่อการลดช่องว่างระหว่างชนบทและในเมือง และการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ 

              การบริหารคลื่นความถี่จำเป็นต้องพิจารณาการเชื่อมโยงกับโครงการสำคัญๆ ตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ได้ประกาศใช้เป็นกฏหมายแล้ว มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เช่น ระบบการเงินและการธนาคาร ระบบ Logistics เป็นต้น การเตรียมการด้านโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม จำเป็นต้องใช้ความถี่ในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สนองตอบในด้านเศรษฐกิจดังกล่าวที่เกิดขึ้นตามมา
(2) ในด้านการศึกษา               การนำคลื่นความถี่ไปใช้ประโยชน์หรือมีเป้าหมายในการสร้างความพร้อมทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เพื่อช่วยการพัฒนาให้เกิดสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ รวมทั้งยุทธศาสตร์ในการจัดหาจะสร้างส่งเสริม สนันสนุน โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาและการเรียนรู้ รวมถึงวิชาการและการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งมีความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการเรียนรู้ของประชากรอันสืบเนื่องมาจาก สถานะภาพของสถาบันการศึกษา หลักสูตรวิชาภูมิประเทศ สถานะภาพทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น e-Government, e-Education, e-Society, e-Commerce และ e-Industry เป็นต้น
              ความเหลื่อมล้ำของสังคมที่เป็นผลเนื่องมาจากการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น และใกล้เคียงกันให้มากที่สุด เพื่อลดช่องว่างสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ รวมถึงปัญหาด้านสังคมและวัฒนธรรม

              ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม โดยเฉพาะโครงข่ายสื่อสารไร้สาย เช่น Ubiquitous Learning, Broadband Wireless Access (BWA), WiMAX/Wi-Fi เป็นต้น สำหรับการจัดการด้านการศึกษา การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ของปัจเจกบุคคลตลอดจนการวิจัยและพัฒนาในสาขาต่างๆ



(3) ในด้านสังคมและวัฒนธรรม
เทคโนโลยีการสื่อสารช่วยให้ภาคประชาชนเข้าถึงสารสนเทศได้เพิ่มมากขึ้น แต่อาจส่งผลกระทบทางลบใน 4 เรื่องที่ควรพิจารณา คือ
             
การเพิ่มขึ้นของข่าวสารที่ไม่ เหมาะสมหรือโอกาสเกิดการล่อลวงบนสื่อสมัยใหม่
             
การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
             
โอกาสเกิดการกระทำผิดด้าน ศีลธรรม จารีตประเพณีจะมีมากขึ้น
             
ความไม่ปลอดภัยในระบบสื่อสาร
(4) ในด้านสาธารณะ ประโยชน์              การใช้ความถี่เพื่อสาธารณะประโยชน์เป็นการใช้ความถี่ใน 3 รูปแบบ คือ การบริการอย่างทั่วถึง (Universal Access) การบริการสังคมตามนโยบายรัฐ และการใช้คลื่นความถี่เพื่อบริการสาธารณะเชิงพาณิชย์  ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ในระบบ Digital Trunked Mobile Radio ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งเสียงและข้อมูลมาแทนระบบเดิม  การจัดสรรความถี่ในกรณีนี้ หากจะให้มีประสิทธิภาพอาจจะจัดสรรเป็นแบบกลุ่มความถี่ในทำนองเดียวกันกับ ระบบ Cellular ซึ่งสามารถใช้ความถี่ซ้ำ (Reuse) ได้มากขึ้น ก็จะเกิดประโยชน์แก่สาธารณะได้มากขึ้น
แหล่งอ้างอิง              รายงานการศึกษาและประเมินสถานะการใช้คลื่นความถี่, คณะอนุกรรมการศึกษาและจัดทำข้อมูลเพื่อประเมินสถานะการใช้คลื่นความถี่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, มีนาคม 2553

Scottish Innovation in Banking and Finance

แม้ชาวตะวันตกส่วนใหญ่จะรู้จักชาวสก็อตในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม ผลงานทางด้านนวัตกรรมทางการเงินและการธนาคารของชาวสก็อตก็นับว่าสำคัญไม่แพ้กัน

มรดกที่นักปรัชญาชาวสก็อตทิ้งไว้ให้แก่โลก นับว่าส่งอิทธิพลต่อมนุษย์ชาติไม่น้อยไปกว่าด้านอื่นๆแม้แต่น้อย Frances Hutchinson และ David Hume ได้พัฒนาความรู้ทางด้าน Utilitarian และในที่สุด Adam Smith ก็ได้ประมวลแล้วนำมา ต่อยอดใน The Inquiry into the Cause and Nature of the Wealth of Nation ซึ่งกลายมาเป็นตำราทางเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลก หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดที่ขัดแย้งความความเชื่อของคนในยุคนั้น ก็คือแนวคิดเรื่อง Free Trade กล่าวคือคนในยุคนั้นมีความเชื่อว่า ความร่ำรวยของชาติใดๆนั้นมาจากปริมาณเงินและทองที่ชาตินั้นสะสม การซื้อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีแต่จะทำให้ประเทศยากจนลง และการที่ประเทศใดๆจะร่ำรวยได้ก็คือต้องค้าขายเอากำไรจากชาติอื่นๆให้ได้มากที่สุด ประเทศต่างๆในยุโรปในยุคนั้นจึงตั้งกำแพงภาษีกีดกันสินค้าต่างชาติอย่างมโหฬาร และมีการอุดหนุนช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศ



Adam Smith เสนอแนวคิดที่ "แปลก" และหักล้างสามัญสำนึกของคนในยุคนั้น (รวมถึงคนในยุคนี้ที่อาจจะไม่เคยสัมผัสวิชาเศรษฐศาสตร์มาก่อน) ก็คือที่จริงแล้วทองและเงินสำรองที่รัฐบาลสะสมนั้นไม่มีความหมายอะไรเลยต่อ Wealth of Nation หากแต่เป็นผลผลิต ค่าจ้างแรงงาน ฯลฯ (ที่ต่อมาเรียกว่า GDP)  การซื้อของจากต่างประเทศก็ไม่ได้เป็นผลเสียเสมอไป หากแต่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย โดย Adam Smith เสนอว่า คงไม่มีใคร "ซื้อ" หากว่าการซื้อนั้นทำให้เสียผลประโยชน์ การกีดกันทางการค้ามีแต่จะทำให้ผลผลิตลดลง Free Trade โดยที่แต่ละคนทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองจะทำให้ผลประโยชน์โดยรวมของทุกฝ่ายสูงขึ้นโดยกลไกของมือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) การที่ชาติอื่นร่ำรวยขึ้นนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชาติเราจนลง ในทางตรงกันข้าม Adam Smith เสนอว่าหากชาติอื่นร่ำรวยขึ้นก็ดีเสียอีกเพราะเขาก็จะซื้อขายจากเราได้มากขึ้น!

Adam Smith ติดอันดับที่ 30 ในการจัดอันดับ 100 บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก (The 100: A Ranking of the Most Influential Persons in History) ในปี 2007 ธนาคารกลางอังกฤษก็ได้นำรูปอดัม สมิธ มาใส่ไว้บนธนบัตรฉบับ 20 ปอนด์  แนวคิดของ Adam Smith ได้เป็นแนวทางหลักในการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ และส่งผลกระทบต่อโลกธุรกิจอย่างมากมายมาจนถึงปัจจุบัน




ทางด้านการธนาคาร ชาวสก็อตชื่อว่า William Paterson เป็นผู้ก่อตั้งและผู้ว่าการคนแรกของธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ในขณะที่ Bank of Scotland เป็นธนาคารที่เก่าแก่อันดับ 2 ของโลกที่ยังเปิดทำการอยู่ และเป็นธนาคารเอกชนแห่งแรกที่ออกธนบัตรได้เอง (ธนาคารเอกชนในสก็อตแลนด์สามารถออกธนบัตรเองได้ ในขณะที่ในอังกฤษนั้น ธนาคารกลางอังกฤษสามารถออกธนบัตรได้ผู้เดียวเท่านั้น)


ในปี 1727 สก็อตแลนด์ได้ก่อตั้งธนาคารที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ Royal Bank of Scotland (RBS) ที่กลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญของ Bank of Scotland จนกระทั่งปัจจุบัน Royal Bank of Scotland ได้เติบโตจนกลายมาเป็นธนาคารที่ใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป และติดอันดับ Top 10 ของโลก และการแข่งขันของธนาคารทั้งสองได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆในวงการเงินมากมาย อาทิ Overdraft นอกจากนี้ชาวสก็อตยังได้เครดิตว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ตู้เอทีเอ็มเป็นคนแรกโดย John Shepherd-Barron

ในยุคที่สหราชอาณาจักรเป็นเจ้าอาณานิคม ชาวสก็อตได้มีบทบาทอย่างมากในด้านการค้า ชาวสก็อตเป็นชาวต่างชาติกลุ่มแรกๆที่ไปบุกเบิกทำธุรกิจในฮ่องกง และก่อตั้งบริษัทที่สำคัญๆมากมาย อาทิ Hutchison (บริษัทเดียวกับที่ให้บริการโทรศัพท์ฮัชท์ ในประเทศไทย) และ Hongkong and Shanghai Bank (HSBC) ซึ่งกลายมาเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปและติดอันดับ Top 5 ของโลก

ทางด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยในสก็อตแลนด์ที่มีชื่อเสียงทางด้าน Economics & Finance ได้แก่ University of Edinburgh, University of St Andrews, University of Stirling, Heriot-Watt University, University of Dundee, University of Glasgow, University of Aberdeen, Robert Gordon University, Glasgow Caledonian University และ University of Strathclyde โดยมีหลักสูตรที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย แนะวิธีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุอย่างปลอดภัยในเบื้องต้น

การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุอย่างไม่ถูกวิธี นอกจากจะส่งผลให้ผู้ประสบเหตุได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตแล้ว ยังอาจทำให้ผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือกลายเป็นผู้ประสบเหตุเสียเองจากอุบัติเหตุ ซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีช่วยเหลือและข้อควรระวังในการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุในเบื้องต้นอย่างปลอดภัย ดังนี้

               ขั้นตอนที่ ๑ ให้เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินของรถคันที่ประสบเหตุ นำกิ่งไม้มาวาง โบกธง หรือทำสัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อเตือนให้รถคันอื่นทราบว่าเกิดอุบัติเหตุ จะได้เพิ่มความระมัดระวังและเปลี่ยนช่องทางได้ทัน พร้อมสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ รวมถึงสภาพจราจรบริเวณที่เกิดเหตุ หากมีความปลอดภัย จึงสามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้ สำรวจจำนวนผู้ประสบเหตุ อาการบาดเจ็บของแต่ละคน พร้อมโทรแจ้งตำรวจและเรียกรถพยาบาลให้จัดส่งทีมแพทย์ฉุกเฉินที่มีทักษะในการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ จุดเกิดเหตุอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

               ขั้นตอนที่ ๒ ประเมินอาการผู้ประสบเหตุว่าได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากน้อยเพียงใด จะได้วางแผนให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือต้องปฐมพยาบาลผู้ประสบเหตุที่หมดสติ โดยเฉพาะผู้ที่หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้นและเสียเลือดมากเป็นลำดับแรก 

                  กรณีหัวใจหยุดเต้น ให้ทำการปั๊มหัวใจ โดยนำผู้ประสบเหตุนอนบนพื้นราบและแข็ง จากนั้นให้ใช้มือกดบริเวณกลางหน้าอกใต้ลิ้นปี่ ๓๐ ครั้ง สลับกับการเป่าปากหรือใช้วิธีกดให้หน้าอกยุบประมาณ ๑.๕ – ๒ นิ้ว อย่างแรงและเร็วประมาณ ๑๐๐ ครั้งต่อนาที โดยทำติดต่อกันจนกว่าผู้ประสบเหตุจะเริ่มหายใจได้เอง แต่อย่ากดแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ซี่โครงหักก่อให้เกิดอันตรายมากขึ้น
                 
กรณีกระดูกแตกหรือหัก หากบริเวณผิวหนังของผู้ประสบเหตุมีอาการบวมผิดปกติ มีเลือดคั่งหรืออวัยวะมีรูปร่างผิดไปจากปกติ แสดงว่า ได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงจนกระดูกหัก ห้ามดึงกระดูกกลับเข้าที่อย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น ให้ทำการเข้าเฝือกชั่วคราวโดยใช้กิ่งไม้ขนาบทั้งสองข้างของอวัยวะส่วนที่หัก แล้วใช้ผ้าหรือเชือกมัดให้แน่น เพื่อมิให้กระดูกส่วนที่หักเคลื่อนไหว ซึ่งจะช่วยลดอาการบาดเจ็บและป้องกันมิให้ผู้ประสบเหตุพิการได้
                 
กรณีบาดแผลและเลือดออกมาก ให้นำผู้ประสบเหตุนอนราบกับพื้น ปลดเสื้อผ้าส่วนที่รัดร่างกายออก และยกส่วนที่เลือดออกให้สูงขึ้น จะช่วยให้เลือดไหลช้าลง จากนั้นให้รีบทำการห้ามเลือดด้วยการนำผ้าสะอาดกดบริเวณบาดแผลโดยตรงหรือใช้ วิธีขันชะเนาะ โดยนำผ้าหรือสายยางรัดบริเวณเหนือบาดแผล เพื่อป้องกันผู้ประสบเหตุเสียเลือดมากจนช็อคหมดสติ
                 
กรณีอวัยวะฉีกขาด ให้ใช้ผ้าสะอาดปิดปากแผลและพันรัดห้ามเลือดไว้ จากนั้นให้นำอวัยวะส่วนที่ฉีกขาดใส่ถุงพลาสติกสะอาด พร้อมปิดปากถุงให้แน่นและนำถุงไปแช่ในน้ำแข็ง 
               ขั้นตอนที่ ๓ หลังจากปฐมพยาบาลในเบื้องต้นแล้ว ให้รีบนำผู้ประสบเหตุส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด พร้อมแจ้งรายละเอียด ลักษณะอาการและการปฐมพยาบาลในเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่ทราบ จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้องในระยะต่อไป
ข้อควรระวังเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ดังนี้                   หากไม่มีความรู้เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ห้ามเคลื่อนย้ายผู้ประสบเหตุด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้
                 
กรณีอุบัติเหตุเสาไฟฟ้าล้ม มีสายไฟฟ้าพาดอยู่ใกล้จุดที่ประสบเหตุ ไม่ควรเข้าใกล้บริเวณดังกล่าว เพราะอาจถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิตได้
                 
หากมีน้ำมันรั่วไหลหรือได้กลิ่นก๊าซ ให้รีบดับเครื่องยนต์และออกห่างจากจุดที่เกิดเหตุในระยะไม่ต่ำกว่า ๑๐ เมตร เพื่อป้องกันอันตรายจากเพลิงไหม้

               การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างถูกต้องและปลอดภัยในเบื้องต้น มีวิธีที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะบรรเทาอาการบาดเจ็บในเบื้องต้นของผู้ประสบเหตุได้ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ในระดับหนึ่ง

กินป้องกันโรคกระเพาะอาหาร

หากไม่อยากทุกข์ทรมานกับการป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร ต้องแก้ที่การรับประทานอาหาร อาหารที่เหมาะกับการป้องกันโรคกระเพาะ มีดังนี้
              
1.คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแหล่งอุดมของเส้นใยเกิดขึ้นเอง จากการสะสมตามธรรมชาติ ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด หรือไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปเลย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบย่อยอาหาร เพราะอาหารที่มีเส้นใยสูง ยิ่งกินอาหารที่เป็นกากใยในแต่ละวันมากขึ้น อาหารก็จะถูกย่อยเร็วมากขึ้นเท่านั้น เพราะเส้นใยที่รับประทานเข้าไปจะช่วยดูดซับน้ำเอาไว้ และกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยในการดูดซึมของผนังกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้น ช่วยเพิ่มกากใยในกระเพราะอาหารและลำไส้ใหญ่ ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น และนอกจากนั้นการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากยังทำให้รู้สกอิ่มนาน ไม่หิวบ่อย และไม่ต้องกินจุบกินจิบตลอดเวลา ซึ่งทำให้กระเพาะอาหารได้พักการทำงาน

               คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน พบในข้าวกล้องทุกชนิด ข้าสาลีแบบโฮลวีทหรือข้าสาลีไม่ขัดขาว ข้าวไรย์ ข้างโพด ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวเจ้า ถั่วฝักอ่อน ผลิตภัณฑ์จกถั่วเหลือง เมล็ดพืชชนิดต่างๆ เช่น ทานตะวัน เมล็ดฟักทอง งา และผักใบเขียว ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถกินเป็นอาหารหลักได้ และช่วยบำรุงกระเพาะอาหารของเราไปในคราวเดียวกัน

               2.ไขมันไม่อิ่มตัวเพิ่มประสิทธิภาพกระเพาะอาหาร ไขมันที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับคือ ไขมันไม่อิ่มตัว เพราะร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ มักจะพบในธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวต่างๆ ถั่วฝักอ่อน เมล็ดพืช ถั่วเปลือกแข็งและน้ำมัน เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งไขมันไม่อิ่มตัวที่ผลิตได้จากพืชเหล่านี้มีความสำคัญต่อกระเพาะอาหารโดยตรง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย รวมถึงการเผาผลาญอาหารในกระเพาะอาหารด้วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การกินอาหารทอดมากๆ เช่น มันฝรั่งทอด หมอทอด ปลาทอด ขนมโดนัท ถือว่า เป็นการทำร้ายกระเพาะอาหารของเราเช่นกัน เพราะอาหารเหล่านี้ หากนำไปทอดน้ำมันความร้อนสูงจะมีการเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมี ทำให้เกิดกรดไขมันอิสระ ซึ่งฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและเยื่อบุลำไส้ได้

              
3.โปรตีนจากปลาช่วยในการดูดซึม โปรตีนคุณภาพดีและมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร คือโปรตีนจากปลาครับ เพราะปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายมาก เมื่อเทียบกับโปรตีนชนิดอื่น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผนังกระเพาะอาหารดูดซึมได้เร็วขึ้น แล้วในปลายังมีกรดอะมิโน ที่จำเป็นที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ส่วนอาหารโปรตีนสูงที่มาจากเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย หมู ไก่ เป็ด เป็นต้น เป็นโปรตีนที่ไม่เหมาะกับผู้ป่วนโรคกระเพาะอาหาร เพราะใช้เวลาในการย่อย และการเผาผลาญนานราว 48-72ชั่วโมง หากกระเพาะอาหารไม่สามารถย่อยและดูดซึมโปรตีนเหล่านี้ได้หมด อาจเกิดจากตกค้างและนำไปสู่โรคอันตรายอื่นๆ ได้ เช่น มะเร็ง เป็นต้น

              
4.ผักหลากหลายชนิดวิตามิน เกลือแร่ ผักใบเขียวจัดหลายชนิดมีวิตามินเคสูง ช่วยให้แผลในกระเพาะหายเร็วขึ้น ป้องกันเลือดออกในกระเพาะ และช่วยเพิ่มการดูดซึมอีกด้วย ผักใบเขียวจัดเหล่านี้ เช่น คะน้า ผักโขม ปวยเล้ง ฯลฯ

              
5.ผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงการกินผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงจะช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารสมานกันเร็วขึ้น ป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร ผักและผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนสูง เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอ ฯลฯ

เคล็ดลับการจำ ฝึกได้ง่ายๆ

  • เทคนิคแรก โยงสิ่งที่ต้องจำไปหาสิ่งที่จำง่ายและติดตากว่า

  • เทคนิคที่สอง ใส่ทำนองร้องเป็นเพลง ถ้า อยากจะจำอะไรสักอย่างหนึ่งยาว ๆ ลองใส่ทำนองเข้าไปแล้วลองร้องออกมา นอกจากจะสนุกสนานล้ว อาจจะจำได้ดีขึ้นด้วย แต่จะไพเราะเสนาะหูขนาดไหน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัว

  • เทคนิคที่สาม วิธีจำโดยสังเกตตัวอักษรที่เหมือนกัน ใช้ ได้ผลดีกับวิชาภาษาไทย เช่น คำนวน ต้องเขียนว่า คำนวณ ใช้ “ณ” เหมือนคำว่า คณิตศาสตร์ หรือ เข้าฌาน สะกดด้วย “น” เพราะเป็นการนั่งแบบ “นิ่ง ๆ”

  • เทคนิคที่สี่ ประโยคเด็ดช่วยจำ แต่ง ประโยคหรือเรียบเรียงเรื่องที่ต้องจำเป็นข้อความสั้น ๆ และถ้าสามารถ อาจแต่งให้คล้องจองกัน จะช่วยให้จำได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ประโยคยอดฮิตที่ว่า “ไก่ จิก เด็ก ตาย บน ปาก โอ่ง” ทำให้พวกเราจำอักษรกลางได้อย่างง่ายดาย

  • เทคนิคที่ห้า จำเป็นรูปภาพ สมอง คนเราจำรูปได้ดีกว่าข้อความ ดังนั้นพวกสูตรคณิตศาสตร์ต่าง ๆ ลองเขียนเป็นตัวใหญ่ ๆ ทำให้โดดเด่นมีสีสัน แปะไว้ข้างฝาบ้าน มองทุกวัน หลาย ๆวัน เราจะจำภาพหรือสูตรนั้นได้โดยอัตโนมัติ ที่สำคัญอย่าลืมมองเจ้าสิ่งที่แปะบ่อย ๆ ด้วย