วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Scottish Innovation in Banking and Finance

แม้ชาวตะวันตกส่วนใหญ่จะรู้จักชาวสก็อตในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม ผลงานทางด้านนวัตกรรมทางการเงินและการธนาคารของชาวสก็อตก็นับว่าสำคัญไม่แพ้กัน

มรดกที่นักปรัชญาชาวสก็อตทิ้งไว้ให้แก่โลก นับว่าส่งอิทธิพลต่อมนุษย์ชาติไม่น้อยไปกว่าด้านอื่นๆแม้แต่น้อย Frances Hutchinson และ David Hume ได้พัฒนาความรู้ทางด้าน Utilitarian และในที่สุด Adam Smith ก็ได้ประมวลแล้วนำมา ต่อยอดใน The Inquiry into the Cause and Nature of the Wealth of Nation ซึ่งกลายมาเป็นตำราทางเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลก หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดที่ขัดแย้งความความเชื่อของคนในยุคนั้น ก็คือแนวคิดเรื่อง Free Trade กล่าวคือคนในยุคนั้นมีความเชื่อว่า ความร่ำรวยของชาติใดๆนั้นมาจากปริมาณเงินและทองที่ชาตินั้นสะสม การซื้อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีแต่จะทำให้ประเทศยากจนลง และการที่ประเทศใดๆจะร่ำรวยได้ก็คือต้องค้าขายเอากำไรจากชาติอื่นๆให้ได้มากที่สุด ประเทศต่างๆในยุโรปในยุคนั้นจึงตั้งกำแพงภาษีกีดกันสินค้าต่างชาติอย่างมโหฬาร และมีการอุดหนุนช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศ



Adam Smith เสนอแนวคิดที่ "แปลก" และหักล้างสามัญสำนึกของคนในยุคนั้น (รวมถึงคนในยุคนี้ที่อาจจะไม่เคยสัมผัสวิชาเศรษฐศาสตร์มาก่อน) ก็คือที่จริงแล้วทองและเงินสำรองที่รัฐบาลสะสมนั้นไม่มีความหมายอะไรเลยต่อ Wealth of Nation หากแต่เป็นผลผลิต ค่าจ้างแรงงาน ฯลฯ (ที่ต่อมาเรียกว่า GDP)  การซื้อของจากต่างประเทศก็ไม่ได้เป็นผลเสียเสมอไป หากแต่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย โดย Adam Smith เสนอว่า คงไม่มีใคร "ซื้อ" หากว่าการซื้อนั้นทำให้เสียผลประโยชน์ การกีดกันทางการค้ามีแต่จะทำให้ผลผลิตลดลง Free Trade โดยที่แต่ละคนทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองจะทำให้ผลประโยชน์โดยรวมของทุกฝ่ายสูงขึ้นโดยกลไกของมือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) การที่ชาติอื่นร่ำรวยขึ้นนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชาติเราจนลง ในทางตรงกันข้าม Adam Smith เสนอว่าหากชาติอื่นร่ำรวยขึ้นก็ดีเสียอีกเพราะเขาก็จะซื้อขายจากเราได้มากขึ้น!

Adam Smith ติดอันดับที่ 30 ในการจัดอันดับ 100 บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก (The 100: A Ranking of the Most Influential Persons in History) ในปี 2007 ธนาคารกลางอังกฤษก็ได้นำรูปอดัม สมิธ มาใส่ไว้บนธนบัตรฉบับ 20 ปอนด์  แนวคิดของ Adam Smith ได้เป็นแนวทางหลักในการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ และส่งผลกระทบต่อโลกธุรกิจอย่างมากมายมาจนถึงปัจจุบัน




ทางด้านการธนาคาร ชาวสก็อตชื่อว่า William Paterson เป็นผู้ก่อตั้งและผู้ว่าการคนแรกของธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ในขณะที่ Bank of Scotland เป็นธนาคารที่เก่าแก่อันดับ 2 ของโลกที่ยังเปิดทำการอยู่ และเป็นธนาคารเอกชนแห่งแรกที่ออกธนบัตรได้เอง (ธนาคารเอกชนในสก็อตแลนด์สามารถออกธนบัตรเองได้ ในขณะที่ในอังกฤษนั้น ธนาคารกลางอังกฤษสามารถออกธนบัตรได้ผู้เดียวเท่านั้น)


ในปี 1727 สก็อตแลนด์ได้ก่อตั้งธนาคารที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ Royal Bank of Scotland (RBS) ที่กลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญของ Bank of Scotland จนกระทั่งปัจจุบัน Royal Bank of Scotland ได้เติบโตจนกลายมาเป็นธนาคารที่ใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป และติดอันดับ Top 10 ของโลก และการแข่งขันของธนาคารทั้งสองได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆในวงการเงินมากมาย อาทิ Overdraft นอกจากนี้ชาวสก็อตยังได้เครดิตว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ตู้เอทีเอ็มเป็นคนแรกโดย John Shepherd-Barron

ในยุคที่สหราชอาณาจักรเป็นเจ้าอาณานิคม ชาวสก็อตได้มีบทบาทอย่างมากในด้านการค้า ชาวสก็อตเป็นชาวต่างชาติกลุ่มแรกๆที่ไปบุกเบิกทำธุรกิจในฮ่องกง และก่อตั้งบริษัทที่สำคัญๆมากมาย อาทิ Hutchison (บริษัทเดียวกับที่ให้บริการโทรศัพท์ฮัชท์ ในประเทศไทย) และ Hongkong and Shanghai Bank (HSBC) ซึ่งกลายมาเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปและติดอันดับ Top 5 ของโลก

ทางด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยในสก็อตแลนด์ที่มีชื่อเสียงทางด้าน Economics & Finance ได้แก่ University of Edinburgh, University of St Andrews, University of Stirling, Heriot-Watt University, University of Dundee, University of Glasgow, University of Aberdeen, Robert Gordon University, Glasgow Caledonian University และ University of Strathclyde โดยมีหลักสูตรที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น